เพราะความสนใจในการ์ตูนญี่ปุ่นมาตั้งแต่เด็ก อยากฟังเข้าใจโดยไม่ต้องอ่านซับไตเติ้ล คือจุดเริ่มต้น ที่ทำให้ ‘ทิวา วริศา พิทยาพงศ์พร’ เลือกเรียนสาขาภาษาญี่ปุ่นตั้งแต่ชั้นมัธยม และเมื่อถึงจุดที่ต้องก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย สถาบันแรกที่เธอนึกถึงคือ สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น เพราะเธอรู้ดีว่าที่นี่สอนภาษาญี่ปุ่น ควบคู่ไปกับการเรียนวิชาการในหลากหลายสาขา เธอกับคุณพ่อ ศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตร และตัดสินใจเลือก คณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการทรัพยากรมนุษย์แบบญี่ปุ่น (HR) และเมื่อเรียนจบ ทิวา ได้ไปเรียนภาษาญี่ปุ่นต่อที่ประเทศญี่ปุ่นทันที


ทำไมถึงเลือก TNI สาขาการจัดการทรัพยากรมนุษย์แบบญี่ปุ่น (HR)

    เราเรียนภาษาญี่ปุ่นมาตั้งแต่มัธยม และอยากเรียนภาษาญี่ปุ่นต่อ จึงเลือก TNI เพราะมีหลายสาขาวิชา โดยมีการเรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นพื้นฐาน ตอนแรกพิจารณาระหว่าง 2 สาขาวิชา คือ HR กับ การตลาด แต่ส่วนตัวสนใจและอยากเรียนเกี่ยวกับการบริหารคน จึงเลือกเรียน HR 

ประทับใจในการเรียน HR อย่างไร

    พอได้มาเรียนแล้วก็รู้สึกประทับใจ เพราะนอกจากได้เรียนภาษาญี่ปุ่นแล้ว ที่สำคัญคือ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการบริหารคนในแบบฉบับของญี่ปุ่น เรียนรู้ถึงระบบโครงสร้างองค์กร วัฒนธรรมองค์กรและคนญี่ปุ่น เช่น องค์กรญี่ปุ่น ทุกเช้าก่อนเริ่มงาน จะมีการประชุมเช้า คุยเรื่องเกี่ยวกับเมื่อวาน เพื่อวางแผนการทำงานให้วันนี้ ดีกว่าเมื่อวาน ทำให้รู้ว่าองค์กรญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน เพราะองค์กรญี่ปุ่นเน้นการจ้างงานพนักงานตลอดชีพ จึงมักไม่ค่อยเห็นคนญี่ปุ่นลาออก อีกสิ่งหนึ่งที่รู้สึกประทับใจในการเรียนที่นี่คือ ได้ลงมือปฏิบัติจริง เช่น เวลาอาจารย์ให้จัดงานสัมมนาจะให้นักศึกษาทำเองทุกขั้นตอน ซึ่งอาจารย์เป็นผู้ให้คำปรึกษา โดยให้นักศึกษาแบ่งหน้าที่การทำงาน และการจัดงานในแต่ละครั้งต้องสับเปลี่ยนตำแหน่งไม่ซ้ำกัน ทำให้ทุกคนได้เรียนรู้กระบวนการจัดงานชัดเจน ได้รู้ถึงปัญหา ยอมรับข้อผิดพลาด และปรับปรุงให้ดีขึ้นได้

ทำไมถึงไปเรียนภาษาญี่ปุ่นต่อที่ประเทศญี่ปุ่น

    เรามีความใฝ่ฝันตั้งแต่เด็ก ขณะดูการ์ตูนญี่ปุ่น ในใจคิดว่า ถ้าเราได้ไปเรียนที่ญี่ปุ่นก็คงดี ตอนนั้นไม่คิดว่าความฝันจะเป็นจริง จนได้มาเรียนที่ TNI ที่นี่มีทุนการศึกษาเยอะแยะมากมาย เราก็มีความคิดว่าอยากได้ทุนตั้งแต่ปี 1 บอกกับครอบครัวว่าอยากไปเรียนต่อญี่ปุ่น แล้วหาข้อมูลไปเรื่อยๆ จนมาเจอทุนนี้ จึงตัดสินใจสมัคร ตอนเรียนปี 4 สอบภาษา เขียนบทความ แนะนำตัว และสอบสัมภาษณ์ ในที่สุดก็สำเร็จ เมื่อเรียนจบเดือนมีนาคม 2565 ก็ได้เดินทางไปญี่ปุ่นในเดือนเดียวกันเลย ซึ่งทุนนี้เป็นทุนเรียนภาษาญี่ปุ่นหลักสูตร 2 ปี ที่ Asahikawa Welfare Special School เมืองฮิกาชิคาวะ ฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น


การเรียนภาษาญี่ปุ่นที่ประเทศญี่ปุ่นต้องปรับตัวอย่างไร

    ช่วงแรกที่มาเรียนยังเป็นการทบทวนที่เคยเรียนมาบ้าง พอผ่านไปสักพัก เนื้อหายากขึ้นมากจนตกใจ แต่คิดว่าตัวเองต้องสู้ต่อไป เพราะเราเลือกแล้ว เราต้องอย่าหันหลังกลับ จึงต้องปรับตัวเอง ให้เวลาในการทบทวนมากขึ้น และอ่านหนังสือก่อนไปเรียน ถึงจะเข้าใจและเรียนได้ทัน แต่ที่ชอบมากๆ คือที่นี่มีกิจกรรมนอกห้องเรียนมากมาย เช่น ทัศนศึกษา ปีนเขา ทำเต้าหู้ ศิลปะการต่อสู้ สนทนากับคนญี่ปุ่น เราลงไปหลายคลาสเพราะอยากทำกิจกรรมที่น่าสนใจและเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่น 

ความประทับใจในการมาอยู่ที่ญี่ปุ่น

    ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ได้เพื่อนชาวญี่ปุ่น ทำให้ฝึกภาษาญี่ปุ่นไปได้มาก เพราะเพื่อนจะคอยแก้คำและรูปประโยคให้กับเรา ทำให้เข้าใจภาษาและการใช้คำที่เหมาะสมในบริบทที่ต่างกันมากขึ้น คนญี่ปุ่นเป็นคนจิตใจดี ละเอียดอ่อน และเอาใจใส่มากๆ โดยเฉพาะครูประจำชั้น ครูใส่ใจ และดูแลนักเรียนทุกคนดีมาก เหมือนนักเรียนทุกคนคือลูก ครูจะคอยให้คำปรึกษานักเรียนทุกเรื่อง ไม่ใช่เฉพาะเรื่องเรียนอย่างเดียว แต่รวมไปถึงเรื่องการใช้ชีวิตในทุกรายละเอียด ทำให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เพราะเราคือคนต่างชาติที่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ต่างถิ่นเพียงลำพัง อย่างช่วงที่ติดโควิด 19 ครูดูแลดีมาก พาไปโรงพยาบาล ทำให้รู้สึกประทับใจมากๆ

วางแผนอนาคตไว้อย่างไร 

    ตอนนี้มาเรียนได้ยังไม่ถึงปี เริ่มมีความคิดว่าหลังซัมเมอร์จะสมัครทำงานพิเศษ อาจเป็นพนักงานในร้านอาหาร หรือเกษตรกร อยากเรียนรู้วิธีการปลูกผัก ปลูกข้าวที่นี่ว่าทำอย่างไร ในสภาพอากาศที่หนาวจัด อุณหภูมิติดลบเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งถือว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง และเมื่อเรียนภาษาจบ (2 ปี) คิดว่าจะอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นต่อ กำลังเลือกระหว่างเรียนปริญญาโท สาขาการตลาด กับทำงาน ซึ่งการเรียนปริญญาโท ต้องสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นให้ผ่านเกณฑ์ ซึ่งถ้าหากไม่ผ่าน อาจจะทำงานก่อน คาดว่าช่วงปลายปีน่าจะได้คำตอบ เพราะ เราอยากลองทำสิ่งที่เราทำได้ก่อน เราไม่อยากคิดว่าเราทำไม่ได้แล้วสุดท้ายมานั่งเสียใจทีหลัง “เราคิดว่าเราได้ทำ แล้วมันทำไม่ได้ ยังรู้สึกดีกว่าไม่ได้ทำ แล้วเราคิดว่าเราทำไม่ได้”

สิ่งที่ TNI ให้กับเรา

    TNI ให้โอกาสทางการศึกษาต่อในประเทศญี่ปุ่น มีทุนเยอะมาก และหลากหลาย ทั้งการเรียนภาษาระยะสั้น ระยะยาว หรือเรียนต่อปริญญาโท อยู่ที่ใครเหมาะสมกับทุนไหน และที่ตัดสินใจเรียนที่นี่ เพราะจุดเด่นของที่นี่แตกต่างจากทุกสถาบัน คือ ไม่ว่าจะเลือกเรียนสาขาวิชาใด ก็ล้วนต้องเรียนภาษาญี่ปุ่นด้วย 

    อีกอย่างที่ชอบคือ ที่นี่จะมีป้าย คำคม หรือข้อคิดตามแนวคิดญี่ปุ่น ที่มีความหมายดีมาก คำหนึ่งที่จำได้เสมอมาคือคำว่า "ไคเซ็น" ซึ่งหมายถึงการปรับปรุง พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราคิดว่าเราไม่เคยมองว่าตัวเองเก่งแล้ว ถ้ามีคนบอกว่าเราเก่ง เราคิดว่าต้องมีคนอื่นที่เก่งกว่าเราอีก ต้องเรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งตรงกับที่ครอบครัวเคยสอนว่า ‘อย่าเป็นน้ำเต็มแก้ว’


มีอะไรอยากบอกน้องๆ บ้าง ที่อาจยังหาตัวเองไม่เจอ

    ส่วนน้องคนไหนที่มีใจรักภาษาญี่ปุ่นอยู่แล้ว และอยากเรียนรู้วิชาสาขาอื่นด้วย ที่นี่ตอบโจทย์เป็นที่แรกของประเทศ สำหรับน้องนักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่ และยังไม่มีเป้าหมายของตัวเอง ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนต่อ เพราะไม่แน่ใจว่าที่เรียนอยู่นั้นใช่สิ่งที่ตัวเองต้องการหรือไม่ อยากบอกว่าไม่ว่าเลือกเรียนอะไรไปแล้ว ในสาขานั้น ถ้ามีสิ่งที่ทำให้ไม่โอเค มันจะมีคู่ตรงข้าม ก็คือโอเค เราต้องหาจุดนั้นให้เจอ แล้วนำจุดนั้นมาขยาย มาเป็นเป้าหมายในใจของน้อง 

“วันนี้รู้สึกภูมิใจในตัวเอง ที่ผ่านมาอาจมีผู้ใหญ่เห็นต่างบ้าง แต่วันนี้ได้ทำตามความฝันของตัวเอง รู้สึกว่าปลดล็อคมาแล้วระดับหนึ่ง เราต้องปลดล็อคต่อไปเรื่อยๆ ไม่หยุดอยู่แค่นี้...”

    นี่คือมุมมองของบัณฑิตป้ายแดง คณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการทรัพยากรมนุษย์แบบญี่ปุ่น (HR) ที่วันนี้ยืนอยู่บนแผ่นดินญี่ปุ่นในฐานะนักเรียนภาษาญี่ปุ่น บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เป็นอีกก้าวหนึ่งสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ที่พร้อมจะเรียนรู้ต่อไปไม่รู้จบ  



SHARE :