การเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยได้รับแรงผลักดันสำคัญจากนโยบาย “30@30” ซึ่งตั้งเป้าให้ยานยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Vehicle: ZEV) มีสัดส่วน 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2573 ภายใต้นโยบายดังกล่าว ภาครัฐได้ออกมาตรการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการอุดหนุน การลดภาษี และการกำหนดเงื่อนไขการผลิตในประเทศ เพื่อเร่งการพัฒนาอุตสาหกรรม EV ไทยให้เติบโตอย่างเป็นระบบ
เมื่อภาวะเศรษฐกิจและข้อจำกัดด้านสินเชื่อส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค รัฐบาลจึงได้ปรับมาตรการจาก EV 3 ไปสู่ EV 3.5 เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการเข้าถึง EV มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป พร้อมทั้งเร่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีชาร์จและหัวจ่ายไฟฟ้าแบบ Fast Charge เพื่อรองรับการใช้งาน EV ในระยะยาว
การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อผู้ผลิตรถยนต์เท่านั้น แต่ยังสร้างการเปลี่ยนแปลงตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จไฟ การผลิตแบตเตอรี่ การพัฒนาซอฟต์แวร์พลังงาน ไปจนถึงบริการใหม่ เช่น ศูนย์ซ่อมเฉพาะทาง ระบบสลับแบตเตอรี่ และธุรกิจรีไซเคิลแบตเตอรี่
บทความนี้วิเคราะห์แนวโน้มดังกล่าวจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญ 13 ราย ซึ่งครอบคลุมทั้งนักวิชาการ ผู้ประกอบการ ผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยี และผู้เกี่ยวข้องเชิงนโยบายในอุตสาหกรรม EV ของไทย เพื่อนำเสนอภาพรวมของอุตสาหกรรมใหม่และโอกาสทางธุรกิจที่กำลังก่อตัวขึ้น
ผู้ให้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าสถานีชาร์จยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเมือง ทำให้ผู้ใช้งานยังไม่มั่นใจในการใช้ EV ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ต้นทุนแบตเตอรี่ที่ยังสูงและการขาดมาตรฐานกลางด้านความปลอดภัยของแบตเตอรี่ก็ยังเป็นอุปสรรคสำคัญ
ผู้เชี่ยวชาญหลายรายสะท้อนว่า EV มักถูกเลือกใช้ในกลุ่มผู้มีรายได้สูง และยังไม่สามารถทดแทนรถน้ำมันได้ในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาเรื่องเบี้ยประกันภัยและมูลค่าขายต่อที่ลดลงค่อนข้างเร็ว
แม้จะมีนโยบายสนับสนุน EV อย่างต่อเนื่อง แต่ต้นทุนของรถเมล์ไฟฟ้ายังสูงกว่ารถดีเซลอย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีปัญหาสถานีชาร์จที่ยังไม่รองรับการใช้งานเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการยังลังเลในการลงทุน
ผู้ให้สัมภาษณ์จำนวนมากมองว่าระบบสลับแบตเตอรี่เป็นแนวทางที่ควรได้รับการพัฒนา เพราะช่วยลดเวลาการจอดชาร์จและเหมาะกับการใช้งานในระบบขนส่งมวลชนและโลจิสติกส์มากกว่าการชาร์จแบบปกติ
สำหรับรถบรรทุก EV ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าปัญหาหลักยังอยู่ที่ต้นทุนสูง ระยะทางวิ่งจำกัด และน้ำหนักของแบตเตอรี่ที่ส่งผลต่อความสามารถในการบรรทุก ขณะเดียวกันระบบสถานีชาร์จและ Swap Battery สำหรับโลจิสติกส์ก็ยังไม่ได้รับการออกแบบหรือพัฒนาอย่างชัดเจน
การเติบโตของ EV กระตุ้นให้เกิดโอกาสในการตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า ลดต้นทุน และสร้างห่วงโซ่อุปทานเฉพาะทางใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
หนึ่งในโอกาสที่ถูกมองว่ายังไม่ได้รับความสนใจมากพอ คือการพัฒนาโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่และระบบจัดการแบตเตอรี่เสื่อมสภาพ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในระยะยาวทั้งในมิติสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจหมุนเวียน
การขยายตัวของ EV เปิดพื้นที่ให้ธุรกิจบริการใหม่ เช่น ศูนย์ซ่อมเฉพาะทางสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า การฝึกอบรมช่างเทคนิคด้านระบบไฟฟ้าแรงสูง และงานบริการวิเคราะห์/ดูแลระบบแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นทักษะที่ต่างจากรถเครื่องยนต์สันดาปแบบเดิม
ในมุมของการใช้งานเชิงพาณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญมองว่า EV Taxi เป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เนื่องจากสามารถช่วยลดต้นทุนค่าน้ำมันและค่าบำรุงรักษาในระยะยาว จึงอาจเป็นโมเดลธุรกิจที่เติบโตได้ดีในเมืองใหญ่
อีกหนึ่งโอกาสสำคัญคือการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลด้านพลังงาน เช่น ระบบบริหารจัดการสถานีชาร์จ ระบบจัดการแบตเตอรี่ (Battery Management System) และโซลูชันเชื่อมโยง EV กับระบบพลังงานอัจฉริยะในอนาคต
แนวคิด Green Industrial Transformation ยังสะท้อนว่าการเติบโตของ EV ไม่ได้สร้างโอกาสเฉพาะในภาคธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสในภาคการศึกษาและการพัฒนาทักษะแรงงาน เช่น หลักสูตรช่าง EV การอบรมระบบไฟฟ้าแรงสูง และการพัฒนาทักษะด้านซอฟต์แวร์สำหรับยานยนต์สมัยใหม่
จากมุมมองของผู้เขียน การเติบโตของอุตสาหกรรม EV ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่มีแนวโน้มก่อรูปเป็น “คลัสเตอร์อุตสาหกรรมใหม่” ที่เชื่อมโยงกันระหว่างการผลิตชิ้นส่วน EV โลจิสติกส์สีเขียว แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านพลังงาน และระบบจัดการแบตเตอรี่ หากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ สถาบันวิจัย และภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ก็มีโอกาสพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคตของประเทศไทยได้อย่างแท้จริง
SHARE :